รีวิวหนังมาใหม่

รวมข่าว รีวิวหนัง รีวิวหนังใหม่ รีวิวหนังชนโรง รีวิวหนังล่าสุด หนังน่าดู ตัวอย่างหนังใหม่ มีให้คุณเลือกดู เลือกชมทุกเรื่อง อัพเดทใหม่ทุกวัน

โลกร้อนเมืองละลาย กรุงเทพฯ จะจมน้ำจริงหรือ

ธุรกิจ

ธุรกิจ

ทุกวันนี้โลกได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เห็นได้จากที่ฝนตกถี่ขึ้น เกิดน้ำท่วม ที่นำไปสู่ปัญหาการจราจร รถติด กลับบ้านลำบาก ระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ กว่าจะได้กลับบ้านพักผ่อนจากงาน ก็กินเวลาไปไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อลองทบทวนกันอีกทีปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพ ฯ ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเลยทำให้ปัญหาน้ำท่วมใน กทม. ดูจะบ่อยและถี่ขึ้นทุกที เมื่อเดือนมีนาคม 2564 กรีนพีช ได้ออกรายงานความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลภายใต้สภาวะสุดขีดใน 7 เมืองของเอเชีย ภายในปี 2573 หรือ ค.ศ. 2030 (The Projected Economic Impact of Extreme Sea-Level Rise in Seven Asian Cities in 2030) ซึ่งประกอบไปด้วย ฮ่องกง โตเกียว จาการ์ตา โซล ไทเป มะนิลา และกรุงเทพมหานคร กรุงเทพ ฯ กลายเป็นหนึ่งใน 7 เมืองใหญ่ที่กรีนพีชคาดการณ์ถึงวิกฤตน้ำ โดยกรีนพีชได้ระบุว่า กรุงเทพ ฯ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ แห่งหนึ่งของเอเชีย มีความสูงเฉลี่ย 1.5 เมตรจากระดับน้ำทะเล บวกกับมีการทรุดตัวของดินในอัตรา 30 มม./ปี ทำให้กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมสูงโดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม และเมื่อคาดเดาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและชายฝั่งในปี พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ. 2030 ภายใต้สถานการณ์ RCP8.5 (RCP8.5 ถือเป็น ‘กรณีที่เลวร้ายที่สุด’)

บริเวณที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอาจกินพื้นที่ได้ถึง 96 % ของกรุงเทพ ฯ ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำอยู่แล้ว พื้นที่มีโอกาสน้ำท่วมมีตั้งแต่ใจกลางเมืองที่มีความหนาแน่นสูงอย่าง สีลม สาธร วิทยุ เพลินจิต ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐสภา ไปจนบริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยอย่างพื้นที่รอบนอก รวมถึงตลอดแนวสองฝั่งริมน้ำเจ้าพระยา คาดการณ์กันว่าหากเกิดน้ำท่วมใหญ่ “ในรอบ 10 ปี” ขึ้นจริง จะกินพื้นที่ถึง 1,512.94 ตร.กม. สร้างผลกระทบต่อประชากรราว 10.45 ล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมถึง 512,280 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 96% ของ GPP ของกรุงเทพฯ เลยทีเดียว ซึ่งสูงสุดในบรรดา 7 เมืองชายฝั่งที่กรีนพีชได้นำเสนอในรายการฉบับนี้ รายงานของกรีนพีชนี้ สอดคล้องกับข้อมูลที่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) ซึ่งทำหน้าที่ศึกษาวิจัย คาดการณ์อนาคตและแนวโน้มการอยู่อาศัยในสังคมเมือง ได้นำเสนอแผนคาดการณ์อนาคตของเมืองปี 2050 โดยพิจารณาจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก อัตราการใช้พลังงาน และพฤติกรรมของผู้คน พบว่าโลกในอนาคตจะเต็มไปด้วยมลภาวะที่ทำให้การอยู่อาศัยของมนุษย์กลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่าในปัจจุบันอย่างเทียบไม่ติด

โดยอุณหภูมิทุกแห่งจะสูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมากกว่า 1 เมตร ส่งผลทำให้มีผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานกว่า 200 ล้านคน และมีผู้ที่ต้องประสบภัยพิบัติกว่า 400 ล้านคน จากการขาดแคลนน้ำและอาหาร รวมถึงภัยแล้งสุดขั้วอีกด้วย หากลองทบทวนสภาพอากาศในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราอาจจะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะใน กทม. ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์  ผอ. ศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ฝนคาดการณ์ 6 เดือน ตั้งแต่ พ.ค. -ต.ค. ของประเทศไทย ซึ่งประมวลวิเคราะห์จากข้อมูลคาดการณ์ทุกภูมิภาคทั่วโลก อีก 100 ปีข้างหน้า โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) รายงานแนวโน้มค่าเฉลี่ยพบว่าจะมีปริมาณมากกว่า 1,200 มม. นั่นหมายความว่า ในอนาคตกรุงเทพมหานครและลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมด คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เมื่อเทียบเคียงกับเหตุการณ์น้ำท่วมหลากในปี 2538 และ 2554 ซึ่งเกณฑ์ที่จัดว่าน้ำท่วมหนัก คือ ปริมาณฝนต้องเกิน 1,200 มม. แม้ว่าสถานการณ์ฝนในปี 2565 นี้ จะดีกว่าปี 2554 เพราะเป็นฝนที่ตกใต้เขื่อน ซึ่งทำให้กรุงเทพฯ ลดภาระการรับน้ำจากภาคเหนือที่ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปี 54 แต่อย่างไรก็อาจต้องพบเจอกับน้ำท่วมทุ่งในที่ราบภาคกลางได้เช่นกัน เนื่องจากมีปัจจัยบ่งชี้จากปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีที่มากกว่าปกติและมากกว่าปีที่แล้ว ในขณะเดียวกันนี้ปริมาณน้ำฝนภาคกลางในขณะนี้ก็สามารถเทียบเคียงได้กับปี 54 แล้วด้วย